จำนวนการดูหน้าเว็บรวม ของเรา
วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554
ข้าว
ข้าว
ข้าวเป็นพืชอาหารที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลก โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียที่นิยมรับประทานข้าวเป็นอาหารประจำวันมากกว่าในภูมิภาคอื่นๆของโลก การผลิต บริโภคและการค้าข้าวส่วนใหญ่จึงกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย แต่ข้าวที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะใช้ในการบริโภคภายในประเทศ ทำให้มีข้าวเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่เข้าสู่ตลาดการค้าข้าวระหว่างประเทศ โดยประเทศที่มีบทบาทมากที่สุดในการส่งออกข้าว คือประเทศไทย รองลงมาคือ อินเดีย เวียดนาม จีนและพม่า ตามลำดับ โดยไทยส่งออกข้าวปีละประมาณ 7 ล้านตัน เป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของการส่งออกข้าวทั้งหมดทั่วโลก
1. พันธุ์ข้าว
ข้าวที่นำมาปลูกเป็นอาหารนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ข้าว Oryza saiva ปลูกในทวีปเอเชียและ Oryza glaberrima ปลูกในทวีปแอฟริกา แต่ข้าวที่ค้าขายกันในตลาดโลกเกือบทั้งหมดเป็นข้าวที่ปลูกจากแถบเอเชีย ซึ่งข้าวชนิดดังกล่าวยังสามารถแบ่งได้ตามแหล่งปลูกอีก คือ
ข้าวอินดิกา (Indica) มีลักษณะเมล็ดยาวรี ต้นสูง เป็นข้าวที่ปลูกในเอเชียเขตมรสุม ตั้งแต่ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย อินเดีย และศรีลังกา ข้าวพันธุ์นี้ค้นพบครั้งแรกในอินเดียและต่อมาได้พัฒนาไปปลูกที่ทวีปอเมริกา
ข้าวจาปอนิกา (Japonica) เป็นข้าวที่ปลูกในเขตอบอุ่น เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มีลักษณะเมล็ดป้อมกลมรี ต้นเตี้ย
ข้าวจาวานิกา (Javanica) ปลูกในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีเมล็ดป้อมใหญ่ แต่ไม่ได้รับความนิยมเพราะให้ผลผลิตต่ำ
สำหรับข้าวที่ปลูกในไทยเป็นพันธุ์ข้าวเมล็ดยาว คือ ข้าวอินดิกา แต่ประกอบด้วยหลายพันธุ์ทั้งที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ และข้าวพันธุ์พื้นเมืองซึ่งมีอยู่ประมาณ 3,500 พันธุ์ ซึ่งมีข้าวป่า ข้าวพื้นเมือง และข้าวที่ผสมโดยมนุษย์ขึ้นมาใหม่ แต่ข้าวพันธุ์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับไทยมากที่สุด คือ ข้าวหอมมะลิ ลักษณะของข้าวหอมมะลิ
ข้าวหอมมะลิหรือข้าวดอกมะลิ เป็นข้าวที่มีความไวต่อช่วงแสง หมายถึง พันธุ์ข้าวจะออกดอกในวันที่กลางคืนยาวกว่ากลางวันเท่านั้น คือ ช่วงฤดูหนาวทำให้สามารถปลูกได้เฉพาะนาปีเท่านั้น ส่วน
ชื่อเรียกว่าข้าวหอมมะลินั้นมีที่มาจากสีของข้าวที่ขาวเหมือนดอกมะลิ แต่มีกลิ่นหอมเหมือนใบเตย ไม่ได้หมายความว่าข้าวนั้นหอมเหมือนมะลิ ลักษณะที่สำคัญของข้าวหอมมะลิ คือ เมื่อหุงหรือนึ่งสุกแล้วเมล็ดข้าวสุกจะอ่อนนิ่มมากกว่าข้าวเจ้าทั่วไป แต่ร่วนน้อยกว่าและมีกลิ่นหอม
ข้าวที่ปลูกเพื่อใช้เป็นข้าวหอมมะลิมี 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และกข.15 ซึ่งข้าวกข. 15 ก็คือข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่นำไปอาบรังสีแกมม่าทำให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 4-6 % ซึ่งข้าวทั้งสองพันธุ์นี้มีลักษณะ คือ เมล็ดข้าวจะฟักตัวในเวลาประมาณ 8 สัปดาห์ เมล็ดมีเปลือกสีน้ำตาล ยาว 7.4 มม.รูปร่างเรียว เมื่อข้าวสุกจะหอมนุ่ม มีอะมิโลส(amylose) 14-17 % ปลูกได้ในที่นาดอนทั่วไป ทนแล้ง ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ต้านทานไส้เดือนฝอยรากปม ไม่ต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และหนอนกอ
2. การผลิตข้าวของโลก
จากสถิติของกระทรวงเกษตรสหรัฐระบุว่าในปี 2544 มีการผลิตข้าวสารทั่วโลกทั้งสิ้น ประมาณ 397 ล้านตัน โดยการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียประมาณ 360 ล้านตัน มากกว่าร้อยละ 90 ของการผลิตทั้งหมด รองลงมาคือ ทวีปอเมริกา แอฟริกาและยุโรป ประเทศที่ผลิตข้าวได้มากที่สุดในโลก คือ จีน ประมาณร้อยละ 30 ของผลผลิตข้าวทั้งหมด รองลงมา คือ อินเดีย อินโดนีเซีย บังคลาเทศ เวียดนาม และไทย คิดเป็น ร้อยละ22, 8, 6, 5และ4 ตามลำดับ แต่ผลผลิตส่วนใหญ่ที่ได้ถูกใช้ในการบริโภคในประเทศ และสำหรับอินโดนีเซียและบังคลาเทศแม้ว่าจะผลิตข้าวได้มาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น จีน อินเดียและเวียดนาม นั้นมีข้าวเหลือสำหรับส่งออกได้บ้าง โดยไทยเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกต่อปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้มากที่สุด คือ ร้อยละ 40
การผลิตข้าวของโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีการผลิตข้าวลดลง ร้อยละ 2.80 จากปี 2542 และมีการคาดว่าการผลิตข้าวของโลกจะลดลงอีก ร้อยละ 0.5 ในปี2544 โดยจะได้รับอิทธิพลจากการลดลงของการผลิตข้าวในจีนมากที่สุด จากการประมาณว่าจีนจะผลิตข้าวในปี 2545 ลดลงถึง 5.5 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 4.20 ของการผลิตข้าวสารทั้งหมดของจีน
ตารางที่ 1 การผลิตข้าวของประเทศผู้ผลิตที่สำคัญของโลก
หน่วย : พันตันข้าวสาร
ประเทศ 2541/42 2542/43 2543/44 (10 พ.ค.) 2544/45 (10 พ.ค.)
จีน 139,100 138,936 131,536 126,000
อินเดีย 86,000 89,700 84,871 90,000
อินโดนีเซีย 32,853 33,445 32,548 32,422
บังคลาเทศ 19,854 23,066 25,086 25,500
เวียดนาม 20,108 20,926 20,473 20,633
ไทย 15,589 16,500 16,901 16,500
รวมทั้งโลก 394,129 408,693 397,334 395,528
ที่มา : USDA
3. การบริโภคข้าวของโลก
การบริโภคข้าวของโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่เป็นการเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมาก โดยในปี 2544 มีการบริโภคข้าวประมาณ 404 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้นจากปี 2543 ร้อยละ1.5 ส่วนในปี 2545 คาดว่าจะมีการบริโภคข้าวจำนวนเกือบ 407 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 2.7 ล้านตัน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 จากการบริโภคข้าวปี 2544
ประเทศผู้บริโภคข้าวส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชียเช่นเดียวกับการผลิต ประเทศที่มีการบริโภคข้าวสารมากที่สุด คือ จีน มีการบริโภคข้าวปีละประมาณ 134 ล้านตันข้าวสาร รองลงมา คือ อินเดีย 85 ล้านตัน อินโดนีเซีย 36 ล้านตัน บังคลาเทศ 26 ล้านตัน เวียดนาม 17 ล้านตัน และพม่า 9 ล้านตัน ตามลำดับ โดยแต่ละประเทศผู้บริโภคข้าวที่สำคัญมีการบริโภคข้าวในแต่ละปีเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ประเทศที่มีการบริโภคข้าวเพิ่มขึ้นในสัดส่วนมากที่สุด คือ บังคลาเทศมีการบริโภคข้าวในปี 2544 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.5 ส่วนจีนซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคข้าวมากที่สุดในโลกมีการบริโภคข้าวในปี 2544 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.4 ประเทศผู้บริโภคข้าวที่สำคัญอื่นๆ ก็มีการบริโภคข้าวเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมาก(ไม่ถึงร้อยละ 4 ต่อปี) เช่นกัน ดังนั้นจึงทำให้การบริโภคข้าวของโลกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และในปี 2545 ก็มีการคาดการณ์ว่าการบริโภคข้าวจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมากเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา
ตารางที่ 2 การบริโภคข้าวของประเทศผู้บริโภคที่สำคัญของโลก
หน่วย : พันตันข้าวสาร
ประเทศ 2541/42 2542/43 2543/44 (10 พ.ค.) 2544/45 (10 พ.ค.)
จีน 133,570 133,763 134,319 134,610
อินเดีย 81,154 82,450 83,500 85,000
อินโดนีเซีย 35,033 35,400 35,877 36,358
บังคลาเทศ 21,854 23,766 25,790 26,027
เวียดนาม 15,763 16,771 17,275 17,400
ไทย 8,900 9,300 9,400 9,500
รวมทั้งโลก 387,335 398,110 404,227 406,907
ที่มา :USDA
4. การค้าข้าวของโลก
การค้าข้าวของโลกในปัจจุบันมีประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญ คือ ไทย เวียดนาม สหรัฐอเมริกา จีน พม่า ปากีสถาน และอินเดียที่น่าจะมีการส่งออกข้าวเพิ่มอย่างมหาศาลในปี 2545 โดยเฉพาะอินเดียที่มีสต๊อกข้าวประมาณ 19 ล้านตันข้าวสาร ถึงแม้ว่าจะมีผู้ส่งออกข้าวหลายประเทศ แต่ประเทศผู้ส่งออกแต่ละประเทศมีสินค้าข้าวที่แตกต่างกัน คือ ไทยและสหรัฐแข่งขันกันในการส่งออกข้าวคุณภาพสูงไปยังสหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ ส่วนเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน เป็นคู่แข่งที่สำคัญของในการส่งออกข้าวคุณภาพกลางและคุณภาพต่ำ แต่ไทยก็สามารถส่งออกข้าวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้เป็นเวลานานถึง 20 ปีติดต่อกัน
ในปี 2545 มีการประมาณการณ์ว่าประเทศที่มีการส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก คือ ประเทศไทย ประมาณ 7 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 30 ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด รองลงมา คือ อินเดียคิดเป็นร้อยละ 16 เวียดนาม 13 สหรัฐอเมริกา 11 จีน 6 และพม่า 4 ขณะที่ในปี 2544 อินเดียมีการส่งออกข้าวเพียง 1.799 ล้านตันข้าวสาร น้อยกว่าเวียดนาม สหรัฐอเมริกา จีน และปากีสถาน แต่ในปี 2545 อินเดียจะมีการส่งออกข้าวมากขึ้น เนื่องจากมีข้าวเหลืออยู่ในสต็อกเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งจะทำให้ในปี 2545 อินเดียสามารถส่งออกข้าวได้เป็นอันดับสองของโลก รองลงมา คือ เวียดนาม จีน และพม่า โดยอินเดียจะมีการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ถึง 1.22 เท่าตัว ในขณะที่ไทยและเวียดนามจะมีการส่งออกเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ส่วนปากีสถาน จีนและสหรัฐอเมริกาจะมีการส่งออกข้าวลดลงจากปี 2544 คิดเป็นร้อยละ 50 19 และ 6 ตามลำดับ การที่ปากีสถานจะมีการส่งออกข้าวลดลงมาก เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้นอาฟกานิสถานทำให้ค่าขนส่งสูงขึ้นมาก ผู้นำเข้าจึงน่าจะหันมานำเข้าจากอินเดียและไทยมากขึ้น
ในด้านการนำเข้าข้าวนั้น ประเทศผู้นำเข้าข้าวที่สำคัญของโลก คือ อินโดนีเซีย ไนจีเรีย อิหร่าน อิรัก และซาอุดิอาระเบีย ตามลำดับ โดยมีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนการนำเข้าเป็นร้อยละ 11 6 5 4และ 4 ตามลำดับ จากการนำเข้าข้าวทั้งหมดของโลกจำนวน 24.47 ล้านตันข้าวสารในปี 2545 ในขณะที่ปี 2544 นั้นไนจีเรียมีการนำเข้าข้าวมากที่สุด รองลงมา คืออินโดนีเซีย
ในปี 2544 นั้นราคาข้าวที่ขายกันในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีรายงานว่ามีข้าวเหลืออยู่ในสต็อกของสหรัฐอเมริกาและอินเดียเป็นจำนวนมาก และในขณะเดียวกันปริมาณข้าวที่ผลิตได้ในเวียดนามและปากีสถานมีจำนวนน้อย ส่งผลทำให้ประเทศที่มีข้าวในสต็อกจำนวนมากแข่งขันกันตัดราคา ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกลดลง
จากการลดลงของราคาข้าวในตลาดโลกในปี 2544 ทำให้ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ คือ ไทยได้ริเริ่มหารือกับคู่แข่งในการส่งออกข้าว ได้แก่ จีน อินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม และพม่า ในการจัดตั้งคาร์เทลข้าว เพื่อป้องกันการตัดราคาระหว่างกันและทำให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพมากขึ้น
ข้าวเป็นพืชอาหารที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลก โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียที่นิยมรับประทานข้าวเป็นอาหารประจำวันมากกว่าในภูมิภาคอื่นๆของโลก การผลิต บริโภคและการค้าข้าวส่วนใหญ่จึงกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย แต่ข้าวที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะใช้ในการบริโภคภายในประเทศ ทำให้มีข้าวเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่เข้าสู่ตลาดการค้าข้าวระหว่างประเทศ โดยประเทศที่มีบทบาทมากที่สุดในการส่งออกข้าว คือประเทศไทย รองลงมาคือ อินเดีย เวียดนาม จีนและพม่า ตามลำดับ โดยไทยส่งออกข้าวปีละประมาณ 7 ล้านตัน เป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของการส่งออกข้าวทั้งหมดทั่วโลก
1. พันธุ์ข้าว
ข้าวที่นำมาปลูกเป็นอาหารนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ข้าว Oryza saiva ปลูกในทวีปเอเชียและ Oryza glaberrima ปลูกในทวีปแอฟริกา แต่ข้าวที่ค้าขายกันในตลาดโลกเกือบทั้งหมดเป็นข้าวที่ปลูกจากแถบเอเชีย ซึ่งข้าวชนิดดังกล่าวยังสามารถแบ่งได้ตามแหล่งปลูกอีก คือ
ข้าวอินดิกา (Indica) มีลักษณะเมล็ดยาวรี ต้นสูง เป็นข้าวที่ปลูกในเอเชียเขตมรสุม ตั้งแต่ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย อินเดีย และศรีลังกา ข้าวพันธุ์นี้ค้นพบครั้งแรกในอินเดียและต่อมาได้พัฒนาไปปลูกที่ทวีปอเมริกา
ข้าวจาปอนิกา (Japonica) เป็นข้าวที่ปลูกในเขตอบอุ่น เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มีลักษณะเมล็ดป้อมกลมรี ต้นเตี้ย
ข้าวจาวานิกา (Javanica) ปลูกในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ มีเมล็ดป้อมใหญ่ แต่ไม่ได้รับความนิยมเพราะให้ผลผลิตต่ำ
สำหรับข้าวที่ปลูกในไทยเป็นพันธุ์ข้าวเมล็ดยาว คือ ข้าวอินดิกา แต่ประกอบด้วยหลายพันธุ์ทั้งที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ และข้าวพันธุ์พื้นเมืองซึ่งมีอยู่ประมาณ 3,500 พันธุ์ ซึ่งมีข้าวป่า ข้าวพื้นเมือง และข้าวที่ผสมโดยมนุษย์ขึ้นมาใหม่ แต่ข้าวพันธุ์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับไทยมากที่สุด คือ ข้าวหอมมะลิ ลักษณะของข้าวหอมมะลิ
ข้าวหอมมะลิหรือข้าวดอกมะลิ เป็นข้าวที่มีความไวต่อช่วงแสง หมายถึง พันธุ์ข้าวจะออกดอกในวันที่กลางคืนยาวกว่ากลางวันเท่านั้น คือ ช่วงฤดูหนาวทำให้สามารถปลูกได้เฉพาะนาปีเท่านั้น ส่วน
ชื่อเรียกว่าข้าวหอมมะลินั้นมีที่มาจากสีของข้าวที่ขาวเหมือนดอกมะลิ แต่มีกลิ่นหอมเหมือนใบเตย ไม่ได้หมายความว่าข้าวนั้นหอมเหมือนมะลิ ลักษณะที่สำคัญของข้าวหอมมะลิ คือ เมื่อหุงหรือนึ่งสุกแล้วเมล็ดข้าวสุกจะอ่อนนิ่มมากกว่าข้าวเจ้าทั่วไป แต่ร่วนน้อยกว่าและมีกลิ่นหอม
ข้าวที่ปลูกเพื่อใช้เป็นข้าวหอมมะลิมี 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และกข.15 ซึ่งข้าวกข. 15 ก็คือข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่นำไปอาบรังสีแกมม่าทำให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 4-6 % ซึ่งข้าวทั้งสองพันธุ์นี้มีลักษณะ คือ เมล็ดข้าวจะฟักตัวในเวลาประมาณ 8 สัปดาห์ เมล็ดมีเปลือกสีน้ำตาล ยาว 7.4 มม.รูปร่างเรียว เมื่อข้าวสุกจะหอมนุ่ม มีอะมิโลส(amylose) 14-17 % ปลูกได้ในที่นาดอนทั่วไป ทนแล้ง ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ต้านทานไส้เดือนฝอยรากปม ไม่ต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และหนอนกอ
2. การผลิตข้าวของโลก
จากสถิติของกระทรวงเกษตรสหรัฐระบุว่าในปี 2544 มีการผลิตข้าวสารทั่วโลกทั้งสิ้น ประมาณ 397 ล้านตัน โดยการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในเอเชียประมาณ 360 ล้านตัน มากกว่าร้อยละ 90 ของการผลิตทั้งหมด รองลงมาคือ ทวีปอเมริกา แอฟริกาและยุโรป ประเทศที่ผลิตข้าวได้มากที่สุดในโลก คือ จีน ประมาณร้อยละ 30 ของผลผลิตข้าวทั้งหมด รองลงมา คือ อินเดีย อินโดนีเซีย บังคลาเทศ เวียดนาม และไทย คิดเป็น ร้อยละ22, 8, 6, 5และ4 ตามลำดับ แต่ผลผลิตส่วนใหญ่ที่ได้ถูกใช้ในการบริโภคในประเทศ และสำหรับอินโดนีเซียและบังคลาเทศแม้ว่าจะผลิตข้าวได้มาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น จีน อินเดียและเวียดนาม นั้นมีข้าวเหลือสำหรับส่งออกได้บ้าง โดยไทยเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการส่งออกต่อปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้มากที่สุด คือ ร้อยละ 40
การผลิตข้าวของโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2543 มีการผลิตข้าวลดลง ร้อยละ 2.80 จากปี 2542 และมีการคาดว่าการผลิตข้าวของโลกจะลดลงอีก ร้อยละ 0.5 ในปี2544 โดยจะได้รับอิทธิพลจากการลดลงของการผลิตข้าวในจีนมากที่สุด จากการประมาณว่าจีนจะผลิตข้าวในปี 2545 ลดลงถึง 5.5 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 4.20 ของการผลิตข้าวสารทั้งหมดของจีน
ตารางที่ 1 การผลิตข้าวของประเทศผู้ผลิตที่สำคัญของโลก
หน่วย : พันตันข้าวสาร
ประเทศ 2541/42 2542/43 2543/44 (10 พ.ค.) 2544/45 (10 พ.ค.)
จีน 139,100 138,936 131,536 126,000
อินเดีย 86,000 89,700 84,871 90,000
อินโดนีเซีย 32,853 33,445 32,548 32,422
บังคลาเทศ 19,854 23,066 25,086 25,500
เวียดนาม 20,108 20,926 20,473 20,633
ไทย 15,589 16,500 16,901 16,500
รวมทั้งโลก 394,129 408,693 397,334 395,528
ที่มา : USDA
3. การบริโภคข้าวของโลก
การบริโภคข้าวของโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่เป็นการเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมาก โดยในปี 2544 มีการบริโภคข้าวประมาณ 404 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้นจากปี 2543 ร้อยละ1.5 ส่วนในปี 2545 คาดว่าจะมีการบริโภคข้าวจำนวนเกือบ 407 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 2.7 ล้านตัน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 จากการบริโภคข้าวปี 2544
ประเทศผู้บริโภคข้าวส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชียเช่นเดียวกับการผลิต ประเทศที่มีการบริโภคข้าวสารมากที่สุด คือ จีน มีการบริโภคข้าวปีละประมาณ 134 ล้านตันข้าวสาร รองลงมา คือ อินเดีย 85 ล้านตัน อินโดนีเซีย 36 ล้านตัน บังคลาเทศ 26 ล้านตัน เวียดนาม 17 ล้านตัน และพม่า 9 ล้านตัน ตามลำดับ โดยแต่ละประเทศผู้บริโภคข้าวที่สำคัญมีการบริโภคข้าวในแต่ละปีเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ประเทศที่มีการบริโภคข้าวเพิ่มขึ้นในสัดส่วนมากที่สุด คือ บังคลาเทศมีการบริโภคข้าวในปี 2544 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.5 ส่วนจีนซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคข้าวมากที่สุดในโลกมีการบริโภคข้าวในปี 2544 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.4 ประเทศผู้บริโภคข้าวที่สำคัญอื่นๆ ก็มีการบริโภคข้าวเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมาก(ไม่ถึงร้อยละ 4 ต่อปี) เช่นกัน ดังนั้นจึงทำให้การบริโภคข้าวของโลกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และในปี 2545 ก็มีการคาดการณ์ว่าการบริโภคข้าวจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมากเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา
ตารางที่ 2 การบริโภคข้าวของประเทศผู้บริโภคที่สำคัญของโลก
หน่วย : พันตันข้าวสาร
ประเทศ 2541/42 2542/43 2543/44 (10 พ.ค.) 2544/45 (10 พ.ค.)
จีน 133,570 133,763 134,319 134,610
อินเดีย 81,154 82,450 83,500 85,000
อินโดนีเซีย 35,033 35,400 35,877 36,358
บังคลาเทศ 21,854 23,766 25,790 26,027
เวียดนาม 15,763 16,771 17,275 17,400
ไทย 8,900 9,300 9,400 9,500
รวมทั้งโลก 387,335 398,110 404,227 406,907
ที่มา :USDA
4. การค้าข้าวของโลก
การค้าข้าวของโลกในปัจจุบันมีประเทศผู้ส่งออกที่สำคัญ คือ ไทย เวียดนาม สหรัฐอเมริกา จีน พม่า ปากีสถาน และอินเดียที่น่าจะมีการส่งออกข้าวเพิ่มอย่างมหาศาลในปี 2545 โดยเฉพาะอินเดียที่มีสต๊อกข้าวประมาณ 19 ล้านตันข้าวสาร ถึงแม้ว่าจะมีผู้ส่งออกข้าวหลายประเทศ แต่ประเทศผู้ส่งออกแต่ละประเทศมีสินค้าข้าวที่แตกต่างกัน คือ ไทยและสหรัฐแข่งขันกันในการส่งออกข้าวคุณภาพสูงไปยังสหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ ส่วนเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน เป็นคู่แข่งที่สำคัญของในการส่งออกข้าวคุณภาพกลางและคุณภาพต่ำ แต่ไทยก็สามารถส่งออกข้าวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้เป็นเวลานานถึง 20 ปีติดต่อกัน
ในปี 2545 มีการประมาณการณ์ว่าประเทศที่มีการส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก คือ ประเทศไทย ประมาณ 7 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 30 ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด รองลงมา คือ อินเดียคิดเป็นร้อยละ 16 เวียดนาม 13 สหรัฐอเมริกา 11 จีน 6 และพม่า 4 ขณะที่ในปี 2544 อินเดียมีการส่งออกข้าวเพียง 1.799 ล้านตันข้าวสาร น้อยกว่าเวียดนาม สหรัฐอเมริกา จีน และปากีสถาน แต่ในปี 2545 อินเดียจะมีการส่งออกข้าวมากขึ้น เนื่องจากมีข้าวเหลืออยู่ในสต็อกเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งจะทำให้ในปี 2545 อินเดียสามารถส่งออกข้าวได้เป็นอันดับสองของโลก รองลงมา คือ เวียดนาม จีน และพม่า โดยอินเดียจะมีการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ถึง 1.22 เท่าตัว ในขณะที่ไทยและเวียดนามจะมีการส่งออกเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ส่วนปากีสถาน จีนและสหรัฐอเมริกาจะมีการส่งออกข้าวลดลงจากปี 2544 คิดเป็นร้อยละ 50 19 และ 6 ตามลำดับ การที่ปากีสถานจะมีการส่งออกข้าวลดลงมาก เนื่องจากสงครามที่เกิดขึ้นอาฟกานิสถานทำให้ค่าขนส่งสูงขึ้นมาก ผู้นำเข้าจึงน่าจะหันมานำเข้าจากอินเดียและไทยมากขึ้น
ในด้านการนำเข้าข้าวนั้น ประเทศผู้นำเข้าข้าวที่สำคัญของโลก คือ อินโดนีเซีย ไนจีเรีย อิหร่าน อิรัก และซาอุดิอาระเบีย ตามลำดับ โดยมีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนการนำเข้าเป็นร้อยละ 11 6 5 4และ 4 ตามลำดับ จากการนำเข้าข้าวทั้งหมดของโลกจำนวน 24.47 ล้านตันข้าวสารในปี 2545 ในขณะที่ปี 2544 นั้นไนจีเรียมีการนำเข้าข้าวมากที่สุด รองลงมา คืออินโดนีเซีย
ในปี 2544 นั้นราคาข้าวที่ขายกันในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีรายงานว่ามีข้าวเหลืออยู่ในสต็อกของสหรัฐอเมริกาและอินเดียเป็นจำนวนมาก และในขณะเดียวกันปริมาณข้าวที่ผลิตได้ในเวียดนามและปากีสถานมีจำนวนน้อย ส่งผลทำให้ประเทศที่มีข้าวในสต็อกจำนวนมากแข่งขันกันตัดราคา ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกลดลง
จากการลดลงของราคาข้าวในตลาดโลกในปี 2544 ทำให้ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ คือ ไทยได้ริเริ่มหารือกับคู่แข่งในการส่งออกข้าว ได้แก่ จีน อินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม และพม่า ในการจัดตั้งคาร์เทลข้าว เพื่อป้องกันการตัดราคาระหว่างกันและทำให้ราคาข้าวมีเสถียรภาพมากขึ้น
วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







